ตรวจสุขภาพกับหมอเส็ง Free! โดยคุณหมอเส็งแพทย์ทางเลือกผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรทั้งแผนไทยและจีนที่มีประสบการณ์กว่า 50 ปี

ใครที่ไม่สบายแบบเรื้อรังต้องอ่านให้จบ ยิ่งต้องทานยาเป็นกำๆเป็นประจำยิ่งต้องอ่าน ถ้ามีญาติ คนสนิทหรือคนที่รักป่วย อ่านแล้วช่วยบอกต่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับเค้า!

"โรคเรื้อรัง...เพื่อนที่อยู่กับท่านตลอดไม่ยอมจากไปไหน ? ทั้งๆที่ไม่อยากให้อยู่ด้วย"

โรคที่เรื้อรัง คือ โรคที่เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งหรือหลายๆสาเหตุร่วมกันแล้วมีอาการปรากฎอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้องมีการใช้ยาตามอาการอย่างต่อเนื่องในระยะยาวอาจจะเป็นระยะเวลาหลายปีหรือตลอดชีวิต

ณ ขณะนี้ทั่วโลกกำลังรณรงค์ให้คนหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน อยู่ หลับนอน และออกกำลังกายกันอย่างกว้างขวาง เนื่องจากในช่วงหลายปีมานี้ทางการแพทย์แผนปัจจุบันทั่วโลกได้ทำการวิจัยและเก็บสถิติอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีจนพบว่า โรคของคนส่วนมาก  นอกจากจะมีสาเหตุจากกรรมพันธุ์และอายุที่มากขึ้นแล้ว ปัจจัยกระตุ้นต่างๆก็มีส่วนอย่างมากที่ทำให้เกิดโรคเรื้อรังได้ เช่น การไม่ค่อยทานผักผลไม้ ทานอาหารที่มีกากใยน้อย ดื่มเหล้าสูบบุหรี่เป็นประจำ เครียด ขาดการออกกำลังกายอย่างเพียงพอ และนอนหลับพักผ่อนน้อยหรือไม่เป็นเวลา

ตัวอย่างรายชื่อโรคเรื้อรังที่พบได้บ่อยในประเทศไทย

ประเด็นปัญหาของเรื่องนี้

ขึ้นชื่อว่าโรคเรื้อรังแล้ว ย่อมหมายความว่า เป็นแบบต่อเนื่องไม่สิ้นสุด ส่งผลให้คนไข้ต้องใช้ยาเพื่อรักษาและควบคุมอาการต่างๆไปเรื่อยๆตลอดชีวิต และโดยส่วนใหญ่มักจะต้องทานยามากกว่า 1 ชนิดขึ้นไป เพราะโรคๆหนึงอาจจะมีหลายอาการจำเป็นต้องใช้ยาหลายตัวในการรักษาหรือมีโรคเรื้อรังมากกว่า 1 โรค ลักษณะเด่นของโรคเรื้อรังมักจะไม่ได้มาเดี่ยว มักจะมาพร้อมกับโรคหรืออาการอื่นๆด้วย เช่น

  • เบาหวานมักจะมาพร้อมกับโรคความดันโลหิตสูง หลอดเลือดตีบ ไขมันในเลือดสูง
  • สะเก็ดเงินมักจะมาพร้อมกับอาการข้อบวม ข้ออักเสบ คล้ายรูมาตอยด์แต่ไม่ใช่รูมาตอยด์
  • ภูมิแพ้มักจะมากับผื่นที่ผิวหนัง น้ำตาไหล ตาบวม หายใจติดขัด ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน

สรุป คือ มีหลายโรคหลายอาการก็ทานยาหลายชนิด ดังนั้น อย่าแปลกใจที่จะเห็นคนไข้โรคเรื้อรังทานยากันค่อนข้างเยอะมาก!

“โรคยิ่งเรื้อรังยิ่งต้องกินยานาน ยิ่งเสี่ยงกับผลข้างเคียงภายหลัง”

เนื่องจากปัญหาโรคเรื้อรังทำให้คนไข้มีความจำเป็นต้องทานยาอย่างต่อเนื่องตลอดตามแพทย์สั่ง แต่คนส่วนใหญ่ไม่เคยทราบเลยว่า ยาทุกตัวที่ทานล้วนแล้วแต่มีผลข้างเคียงในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นยาเบาหวาน ยาควบคุมความดันโลหิตสูง ยากดภูมิที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์หรือแม้แต่ยาแก้ปวดหัวที่เราทานกันเป็นประจำอย่างพาราเซตามอล กล่าวคือ ในช่วงแรกที่ทานยาผลข้างเคียงก็มีอยู่ แต่ยังไม่ปรากฏเป็นอาการหรือส่งผลกับอวัยวะและร่างกายมากนัก แต่ในระยะเวลาที่นานพอผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นมักจะค่อนข้างร้ายแรงจนถึงขั้นตับและไตทำงานผิดปกติเลยทีเดียว

ในส่วนนี้แม้กระทั่งแพทย์แผนปัจจุบันหลายท่าน ก็ได้ออกมาเตือนประชาชนทั่วไปใหใช้ยาอย่างระมัดระวังและใช้ยาแต่พอดีเท่านั้น!

แน่นอนว่าทางออกอย่างแรกของเรื่องนี้ คือ การใช้ยาให้น้อยลงและในระยะเวลาสั้นที่สุด เพื่อให้เกิดผลข้างเคียงต่ออวัยวะและร่างกายน้อยที่สุด

ถ้างั้นก็หยุดยาเองเลย…ไม่ได้ ห้ามทำแบบนั้นโดยเด็ดขาดเพราะยาหลายๆตัวต้องใช้ภายใต้คำแนะนำและการดูแลของแพทย์ ทางออกที่ดีมีอยู่ ให้เราพยายามแก้ไขทีต้นเหตุและหาตัวช่วยที่ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น เมื่อโรคเรื้อรังของท่านดีขึ้น ความเจ็บป่วยลดน้อยลง แพทย์จะสั่งลดยาไปเองโดยธรรมชาติ

ทำยังไง ? อ่านต่อไป…

ทำอย่างไรจึงจะลดการใช้ยาเคมีให้น้อยลงได้

ทางออกที่ดีที่จะทำให้คนไข้ลดการใช้ยาเหล่านี้ลงได้ คือ การทำให้ร่างกายดีขึ้นแข็งแรงขึ้น เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันและระบบภูมิต้านทานดีขึ้น ถ้าทำได้...การใช้ยาจะค่อยๆลดปริมาณและจำนวนลงไปเองตามคำสั่งของแพทย์ทุกประการ

ประเด็นที่อยากจะนำเสนอมีอยู่ง่ายๆ 3 ประเด็นเท่านั้น

1. การปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเสียใหม่

โรคเรื้อรังที่คนเราเป็นกันมากๆไม่ได้มีสาเหตุมาจากเชื้อโรคหรือการติดเชื้อแต่อย่างใด แต่เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกต้องของเราเอง ได้แก่ การกิน อยู่ หลับ นอน ออกกำลังกาย นั่นเอง

การกินอยู่อย่างไร ห่างไกลโรคเรื้อรัง ?

meditation

exercise

  • กินอาหารให้ถูกสัดส่วนครบ 5 หมู่ โดยมีหลักง่ายว่าเน้นปริมาณผักผลไม้ให้มากและหลากหลายเข้าไว้
  • กินอาหารที่ไม่ปนเปื้อนสารพิษหรือสารเคมีหรืออาหารออแกนิกส์
  • กินอาหารให้เป็นเวลา เช้า 7.00 - 9.00, เที่ยง 12.00 - 13.00 , เย็นก่อน 18.00
  • ไม่กินอาหารที่ทำลายสุขภาพ เช่น เหล้า เบียร์ และไม่สูบบหรี่
  • ไม่กินอาหารมื้อดึกบ่อยๆ เพราะจะทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักเวลาหลับ ตื่นมาไม่สดชื่น
  • ทำงานในจำนวนชั่วโมงที่พอดีไม่เกิน 8 แปดชั่วโมง มากกว่านี้ร่างกายจะเกิดความเครียดเกินพอดี
  • หาเวลาผ่อนคลายด้วยสิ่งที่เราชอบ เช่น การออกไปเที่ยวธรรมชาติ ฟังเพลง ปลูกต้นไม้ เล่นโยคะเป็นต้น
  • ทำสมาธิเป็นประจำด้วยการฝึกหายใจ สวดมนต์ และนั่งสมาธิ
  • ออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 วัน อย่างน้อยครั้งละ 30 - 60 นาที นอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยลดความเครียดได้ดีอีกด้วย

2. แพทย์ทางเลือกและสมุนไพรเคล็ดลับช่วยให้ร่างกายแข็งแรงได้ไวขึ้น

แพทย์ทางเลือกเป็นแนวทางการดูแลสุขภาพและรักษาโรคที่มีประวัติยาวนานเป็นหลายร้อยหรือหลายพันปี ยกตัวอย่างเช่น

  • แพทย์แผนไทย มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 800 ปี
  • แพทย์แผนจีน มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 6,000 ปี

ภูมิปัญญารวมถึงความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพและรักษาโรคมีมากมาย สะสมมายาวนานรุ่นสู่รุ่น เข้มข้น อีกทั้งเวลายังเป็นเครื่องพิสูจน์ที่ดีให้เราทราบว่าศาสตร์เหล่านี้ดูแลสุขภาพและรักษาโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลักการและวิธีตรวจวินิจฉัยของแพทย์ทางเลือก

แพทย์ทางเลือกจะใช้หลักของสมดุลร่างกายเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลสุขภาพและรักษาโรค ซึ่งเป็นแนวทางที่เคลื่อนไหวไปตามธรรมชาติ โดยมีหลักการง่ายๆว่า ร่างกายที่มีความสมบูรณ์แข็งแรงย่อมอยู่บนพื้นฐานของความสมดุล โดยใช้สมุนไพรเข้าไปปรับสมดุลร่างกายเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง เมื่อสุขภาพแข็งแรงแล้วความเจ็บป่วยก็จะลดน้อยลงไปได้เอง ยาสมุนไพรที่ใช้จะมีส่วนผสมของสมุนไพรธรรมชาติหลายชนิดผสมกันอย่างเป็นสัดส่วน เพื่อเสริมฤทธิ์สมุนไพรและหักล้างพิษของสมุนไพรบางตัว เพื่อให้ได้ยาสมุนไพรที่เรียกว่า "สมุนไพรตำรับ" ไปใช้ในการรักษาโรคเรื้อรังชนิดต่างๆสำหรับคนๆนั้น

การตรวจวินิจฉัยโรคของแพทย์แต่ละแผนก็จะแตกต่างกันไป

วิธีตรวจวินิจฉัยของแพทย์แผนจีน

  • ตรวจจับชีพจร (แมะ) เพื่อดูความหนักเบาความเร็วช้า ของชีพจร รูปแบบของการเต้นของชีพจรจะบอกได้ว่าร่างกายอยู่ในภาวะสมดุลหรือมีปัญหาที่อวัยวะไหนหรือไม่ ?
  • ตรวจดูจากอาการผิดปกติของร่างกาย เช่น สีและปริมาณของเลือดประจำเดือน อาการเวียนศีรษะ ร้อนใน หนาวใน ปวดเอว ปวดขา ปวดหลัง มือเท้าเย็น ลักษณะดวงตา ลักษณะผิวหนัง ลักษณะของลิ้น

วิธีตรวจวินิจฉัยของแพทย์แผนไทย

  • ตรวจดูด้วยสมาธิ วิธีการนี้อาจจะดูแปลกสำหรับคนทั่วไปอยู่สักหน่อย แต่มีจริง
  • ตรวจดูจากการผิดปกติของร่างกาย เช่น เจ็บอก มีไข้ ปวดศีรษะ หนาวสั่น กระหายน้ำ เป็นต้น (คล้ายคลึงกับแพทย์แผนจีน)

ซึ่งการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีการเหล่านี้จะทำให้แพทย์ทราบว่า ระบบไหน ? อวัยวะใดผิดปกติ ? ธาตุใดในร่างกายมีความบกพร่องและควรจะเริ่มรักษาจากตรงไหนดี ? พอทราบแล้วว่าต้องเริ่มจากตรงไหนก่อน แพทย์ก็จะทำการปรับสมดุลร่างกายของคนไข้ด้วยการใช้ตำรับสมุนไพร จ่ายเป็นยาให้รับประทานในปริมาณและระยะเวลาที่เหมาะสมกับความรุนแรงของโรคและวัยของคนๆนั้น

3. กระบวนรักษาโรคแบบถูกต้องที่คนทั่วไปมองข้าม

กระบวนการที่ถูกต้องควรจะมีลำดับตามนี้

1. ปรึกษาแพทย์หรืออย่างน้อยก็เภสัชกร
2. แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำยาให้
3. ทานยาตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

วินิจฉัยถูก --> รับยาถูก --> กินยาถูก --> สุขภาพดีขึ้น --> คุ้มกับเงินที่จ่ายไป

แต่สิ่งที่เห็นทำกันอยู่ประจำเป็นแบบนี้

1. ปรึกษาเพื่อนหริอวินิจฉัยโรคเอง (โดยที่เพื่อนหรือตัวเองไม่ได้มีความรู้และเครื่องมือใดๆเลย)
2. หาซื้อยามาทานเอง
3. ทานยาผิดตัว ผิดปริมาณและระยะเวลา

วินิจฉัยผิด --> รับยาผิด --> กินยาผิด --> สุขภาพแย่ลง --> เสียตังฟรี

จากประเด็นดังกล่าวข้างต้น สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ตอนแรกที่มีปัญหาเราปรึกษาถูกคนไหม ? เพราะถ้าเราปรึกษาท่านผู้ชำนาญการแน่นอนว่าการวินิจฉัยก็ค่อนข้างมั่นใจได้มากกว่าการถามเพื่อนที่ไม่มีความรู้เลย ถ้าเราได้รับการวินิจฉัยและคำแนะนำที่ถูกต้อง ยาที่ต้องใช้ ปริมาณหรือระยะเวลาทีต้องทานก็จะถูกต้องตามไปด้วย จริงไหม ?

แพทย์ทางเลือกทั้งแผนจีนและแผนไทยมีเยอะแยะ ทำไมต้องเป็น "หมอเส็ง"

คุณหมอเส็งเป็นแพทย์ผู้มีประสบการณ์กว่า 40 ปี

คุณหมอเส็งคลุกคลีอยู่กับสมุนไพรมาตั้งแต่เด็ก เพราะเตี่ยและบรรพบุรุษเป็นหมอยาสมุนไพรมาจากเมืองจีน เริ่มฝึกเป็นหมอแมะกับเตี่ยตั้งแต่อายุ 18 ปี ซึ่งกว่าจะได้มานั่งตรวจคนไข้ได้ด้วยตนเอง ก็ต้องศึกษาเรื่องสมุนไพรชนิดต่างๆก่อน และก็เป็นลูกมือของเตี่ยในการปรุงยาสมุนไพรและรักษาคนไข้ จนกระทั่งสามารถแมะคนไข้ได้ด้วยตนเอง

Morseng Show

คุณหมอเส็ง

"ถ้าเราคำนวณประสบการณ์ของคุณหมอเส็งจะได้เท่ากับ 74 - 18 = 56 ปี"

นั่นหมายความว่าคุณหมอเส็งมีประสบการณ์มากถึง 54 ปีทีเดียว (ถ้านับวัยเด็กก่อนอายุ 18 ปี ก็แน่นอนว่าต้องมากกว่า 56 ปี) หรือจะเรียกว่าตลอดทั้งชีวิตของคุณหมอเส็งคลุกคลีอยู่กับสมุนไพรก็ว่าได้!

คุณหมอเส็งตรวจด้วยการจับชีพจร (แมะ) คนไข้เป็นจำนวนมากกว่า 100,000 คน

คำกล่าวนี้มิได้เกินจริงแต่อย่างใด มันมีที่มาดังนี้

คุณหมอเส็งทำธุรกิจยาสมุนไพร เมื่อ 11 ปีที่แล้ว (ปี 2557นับเป็นปีที่ 12) มีคนไข้ที่มาปรึกษาคุณหมอเส็งในหนึ่งสัปดาห์ประมาณ 250 คน (ถ้านับจากจำนวนบัตรคิวจำนวนจะมากกว่า 250 คน) เป็นอย่างน้อย ถ้าเราคำนวณจะเป็นดังนี้

pulse-diagnosis

คุณหมอเส็งแมะคนไข้

1 ปี มี 52 สัปดาห์ เพราะฉะนั้น ใน 1 ปี คุณหมอเส็งจะตรวจร่างกายและรักษาคนทั้งหมด

52 x 250 = 13,000 คน

ถ้านับเป็นเวลา 11 ปี คุณหมอเส็งจะตรวจคนไข้มาแล้วทั้งหมด = 13,000 x 11 = 143,000 คน!

เป็นตัวเลขที่น่าตกใจไหม ? อันนี้ยังไม่นับรวมก่อนหน้าที่คุณหมอเส็งมาทำธุรกิจสมุนไพรด้วยซ้ำ

คุณหมอเส็งได้รับการถ่ายทอดวิชาแพทย์จากบรรพบุรุษ

บรรพบุรุษของคุณหมอเส็งเป็นแพทย์สมุนไพรชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ได้สั่งสมความรู้ ทางด้านวิชาแพทย์แผนโบราณและสูตรยาสมุนไพรชนิดต่างๆมาเป็นเวลา 3 ชั่วอายุคน ซึ่งถ้านับรวมคุณหมอเส็งแล้วท่านเป็นผู้สืบทอดรุ่นที่ 4

หมอแมะโบราณ

ถ้าเราลองประมาณคร่าวๆว่าเวลากว่า 3 ชั่วอายุคนคำนวณแล้วได้เท่าไหร่

อย่างต่ำก็ประมาณ 250 ปี

ความรู้ทางการแพทย์นานถึง 250 ปี จะเรียกว่าเป็นตำนานก็ไม่เกินไปใช่ไหมค่ะ ?

คุณหมอเส็งเป็นทั้งแพทย์และเภสัชกรแผนไทย

นอกจากคุณหมอเส็งมีความสามารถทางด้านการแพทย์ไทยและจีนแล้ว ยังมีความสามารถในการปรุงยาสมุนไพรสูตรต่างๆ นั่นหมายความว่า ท่านเป็นทั้งบุคคลทางการแพทย์ที่มีคุณสมบัติอย่างครบถ้วน ยิ่งไปกว่านั้นท่านยังได้รับใบประกอบประกอบโรคศิลปะ สาขาเวชกรรม และใบประกอบโรคศิลปะ สาขาเภสัชกรรม เป็นเครื่องการันตีคุณภาพและมาตราฐานอีกด้วย

certification-phamacist-morseng

certification-doctor-morseng

ผลงานคุณหมอเส็งยืนยันได้จากเสียงสะท้อนของคนไข้

เราลองมาดูว่า คนไข้ที่เคยแมะกับหมอเส็งและทานยาหมอเส็งพูดถึงหมอเส็งอย่างไรกันบ้างค่ะ ?

***ผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้ผลิตภัณฑ์ขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องและสุขภาพพื้นฐานของแต่ละคน

คุณพรรณภัทร
อาชีพ : พนักงานบริษัท
อาการ : ปวดท้องบ่อยๆ ปวดเมื่อยตามร่างกาย แน่นหน้าอก
"ได้มารับการแมะกับคุณหมอเส็งค่ะ หลังจากได้ยาหมอเส็ง อาการที่เคยเป็นก็ดีขึ้น อาการปวดท้องทุเลาลง น้ำหนักขึ้น ผิวพรรณดี อาการปวดเมื่อยก็ค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆค่ะ"
คุณปิ่น
อาชีพ : นักศึกษา
อาการ : โลหิตจางแต่กำเนิด
"เป็นโลหิตจางจากกรรมพันธุ์ค่ะ ทำให้มักจะมีอาการหน้ามืดและไม่ค่อยมีแรงและเหนื่อยง่าย ต้องรับวิตามินและยาบำรุงจากโรงพยาบาลมาทานตลอด แต่ก็ไม่ค่อยดีขึ้นเท่าไหร่ ภายหลังได้รู้จักกับยาหมอเส็ง จึงได้เริ่มทานยาบำรุงร่างกายหมอเส็งค่ะ อาการต่างๆหน้ามืด เหนื่อยง่ายและไม่ค่อยมีแรงก็ค่อยๆดีขึ้นค่ะ"
คุณตุ้ม
อาชีพ : แม่บ้าน
อาการ : เอ็นข้อมือเสื่อม
"เคยทำงานโรงงานที่ต้องใช้นิ้วและข้อมือเป็นระยะเวลานานๆในแต่ละวัน ทำแบบนี้มาหลายปี จนกระทั่งมีอาการปวดข้อมือด้านขวาอย่างมาก จึงได้รับการแนะนำให้ทานยาบรรเทาอาการปวดเมื่อยหมอเส็ง ตอนนี้ดีขึ้นและสามารถทำอะไรได้เป็นปกติแล้ว"
คุณวาสนา
อาชีพ : พนักงานบริษัท
อาการ : ความดันโลหิตต่ำ โลหิตจาง
"เป็นคนที่มีอาการหน้ามืดบ่อยๆค่ะ พอไปหาหมอที่โรงพยาบาล หมอบอกว่าเรามีอาการความดันต่ำ และโลหิตจางร่วมกันค่ะ หมอจึงได้ให้ยามาทาน แต่ว่าก็ช่วยได้บ้างแต่ไม่เป็นที่พอใจเท่าไหร่ ภายหลังเพื่อนแนะนำให้ไปลองหาหมอเส็งดูค่ะ ได้ยาหมอเส็งมาทานแบบต่อเนื่อง อาการความดันต่ำและโลหิตจางที่เคยมีก็ดีขึ้นมากค่ะ และไม่หน้ามืดหรือเวียนหัวอีกเลย"
คุณนงนุช
อาชีพ : พนักงานบริษัท
อาการ : เบาหวาน
"เป็นเบาหวานมา 3 ปีแล้วค่ะ รักษาตัวด้วยการกินยาโรงพยาบาลตามหมอสั่ง แต่ระดับน้ำตาลในเลือดก็ยังไม่คงที่สูงๆต่ำๆตลอด ประกอบกับสุขภาพก็ไม่ค่อยแข็งแรง บางครั้งมีอาการใจสั่น แขนขาอ่อนแรง มีคนแนะนำให้ไปแมะกับหมอเส็งก็ลองไปแมะดู หลังจากได้รับยาหมอเส็งมาทานสักพัก รู้สึกว่าอาการอ่อนเพลียและแขนขาอ่อนแรงเริ่มดีขึ้น สุขภาพโดยรวมดีขึ้นมากค่ะ "
คุณสมหทัย
อาชีพ : พนักงานบริษัท
อาการ : ปวดศีรษะ หน้ามืดบ่อยๆ นอนหลับไม่ค่อยสนิท ปวดประจำเดือน และมีอาการท้องผูก
"มีปัญหาเรืองการนอนหลับค่ะ เป็นคนนอนหลับไม่ค่อยสนิทและต้องตื่นตอนกลางคืนบ่อยๆ เพราะว่าลูกชายมักจะตื่นมาร้องตอนดึก ทำให้มักจะมีอาการปวดหัวและหน้ามืดบ่อยๆค่ะ ได้รับการแนะนำให้ทานยาหมอเส็งค่ะ ภายหลังที่ได้ทานยาหมอเส็งแล้ว อาการ ปวดศีรษะและหน้ามืดบ่อยๆนั้นก็ดีขึ้นมากค่ะ แถมด้วยผิวพรรณที่ดีขึ้น ใสขึ้น อาการปวดประจำเดือนที่เคยเป็นก็หายไปและขับถ่ายได้เป็นปกติแล้วค่ะ"
คุณปราณี
อาชีพ : ค้าขาย
อาการ : วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด (ชาวเหนือเรียกว่า ลมผิดเดือน)
"เคยแพ้อาหารช่วงอยู่ไฟหลังคลอดลูกคนที่สองเมื่อ 26 ปีที่แล้วค่ะ แล้วทำให้มีอาการที่คนทางเหนือเรียกว่า ลมผิดเดือน มีอาการวิงเวียนศีรษะ มาตลอด ได้กลิ่น ควันไหม้หรือกลิ่นของแสลงโดยเฉพาะ เนื้อวัวเนื้อควาย ก็จะเวียนศีรษะและเรอเหมือนมีลมในตัวมาก นอนเป็นวันๆ จนกระทั่ง มีคนที่บริษัทของลูกชายแนะนำและได้เดินทางจากเชียงรายมาแมะกับหมอเส็ง โดยขามายังเวียนศีรษะมาตลอด พอได้กินยาหอมน้ำแก้ลมก็รู้สึกดีขึ้น ตั้งแต่วันนั้นจนถึงทุกวันนี้ก็เลยทานยาหมอเส็งเป็นประจำค่ะ"

***ผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้ผลิตภัณฑ์ขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องและสุขภาพพื้นฐานของแต่ละคน

"ผลดีที่ท่านจะได้รับจากการตรวจสุขภาพกับหมอเส็ง!"

  • ได้รับการตรวจวินิจฉัยก่อนใช้สมุนไพรหมอเส็ง ทำให้การรักษาถูกต้อง ปลอดภัย ตรงประเด็น

  • ได้รับคำปรึกษาและจ่ายยาจากหมอเส็งโดยตรง ทำให้ได้รับยาถูกกับโรคหรืออาการที่เป็นอยู่

  • สุขภาพโดยรวมดีขึ้น ส่งผลให้อาการไม่สบายลดน้อยลง และใช้ยาแผนปัจจุบันน้อยลง ผลข้างเคียงจากยาก็น้อยลงตามไปด้วย

  • ได้รับคำแนะนำเรื่องสมุนไพรที่สามารถใช้กับยาแผนปัจจุบันได้อย่างถูกต้องปลอดภัย

  • สุขภาพโดยรวมแข็งแรงขึ้น ใช้ชีวิตประจำวันได้เป็นปกติมากขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“ผลลัพธ์ที่ได้จะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับสุขภาพพื้นฐาน ความตั้งใจในการใช้สมุนไพรอย่างต่อเนื่อง สูตรสมุนไพรที่ใช้และความเอาใจใส่ในการดูแลสุขภาพของแต่ละท่าน”

พบหมอเส็งได้ที่ไหน ?

ท่านสามารถเลือกเวลาและสถานที่เข้าพบคุณหมอเส็งเพื่อตรวจสุขภาพได้ดังต่อไปนี้

ศูนย์หมอเส็งรังสิต ปทุมธานี

  • ตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต
  • ทุกวันพุธและวันอาทิตย์ เริ่มเวลา 14.00

ศูนย์หมอเส็งลาดพร้าวซอย 18

  • ตั้งอยู่ในซอยลาดพร้าวซอย 18
  • ทุกวันอังคาร เวลา 11.00 – 12.00

“คุณหมอเส็งออกตรวจสุขภาพให้กับท่านที่ศูนย์หมอเส็งสองสาขานี้เท่านั้น นอกเหนือจากนี้มักจะเป็นการแอบอ้างของคนบางกลุ่มเพื่อดึงดูดลูกค้าและหาประโยชน์ให้กับตนเอง โปรดระวัง!”

"ปัญหาสุขภาพเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวท่านเอง พ่อแม่ ญาติพี่น้องหรือคนที่ท่านรัก สามารถเข้าพบและตรวจสุขภาพกับคุณหมอเส็งตัวจริงเสียงจริงได้ เพียงคลิกที่ปุ่มด้านล่างแล้วลงทะเบียนเพื่อจองคิวตรวจตอนนี้!"

arrow
ตรวจสุขภาพกับหมอเส็งฟรี คลิก!